ลีลาท่ารำ

posted on 20 Jul 2009 01:53 by crazy-up2u in nattasil
ความหมายของคำว่า "นาฏยศัพท์"
         
การศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละคร หรือระบำเบ็ดเตล็ดต่างๆก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะ ยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเรื่องการแสดงมากยิ่งขึ้นทั้งในตัวผู้แสดงเอง และผู้ที่ชมการแสดงนั้นๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือ เรื่องของนาฏยศัพท์ ซึ่งแยกออกได้เป็นคำว่า "นาฏย" กับคำว่า "ศัพท์"ดังนี้
          นาฏย หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร
          ศัพท์ หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ต้องแปล เรื่อง

          เมื่อนำคำสองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา ซึ่งมีผู้กล่าวไว้ดังนี้
          นาฏยศัพท์ หมายถึง   ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะท่ารำที่ใช้ในการฝึกหัด เพื่อใช้ในการแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่างๆ

ประเภทของนาฏยศัพท์


นาฏยศัพท์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1. นามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลัดมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมื กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กระเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่
  2. กิริยาศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออกเป็น
  • ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ดึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้น
  • ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถุกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัว และแก้ไขท่าทีของตยให้ดีขึ้น เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ
  1. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่างๆที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อนเหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ทา ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่ - พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์แทน

การรำตีบท
          การรำตีบทคือ การนำเอานาฏยศัพท์มาใช้นั้นเอง เพื่อเป็นการบอกความหมาย และแสดงอารมณ์ออกมา ซึ่งหลักสำคัญในการรำตีบทคือ

  • ตัดท่าย่อยออกไป
  • คำนึงถึงความสวยงาม และสื่อความหมายให้เด่นชัด
  • อย่าให้ท่าเหลื่อมกับคำพูด
  • พยายามเลี่ยงท่าซ้ำ ท่าวรรคติดๆกัน
  • อย่าทำมือซ้ำเพียงท่าเดียว
  • การออกท่าควรคำนึงถึงบุคลิกของตัวละคร
  • คำนึงถึงการเอียงศีรษะ

          ลักษณะการรำตีบทของไทยจะมี 3 ลักษณะ คือ เกี่ยวกับกิริยามือแบ เกี่ยวกับกิริยามือจีบ และเกี่ยวกับกิริยามือชี้ นอกจากนี้ในการแสดงโขน - ละคร ยังมีการรำตีบทเกี่ยวกับการเลียนแบบสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกิริยาของการเลียนแบบสัตว์ที่มีมักจะเป็นลักษณะของสัตว์เหล่านี้ เช่น ท่านก ท่าไก่ ท่าเป็ด ท่าปลา ท่ากุ้ง ท่าปู ท่าหอย ท่างู ท่ากบ ท่ากระต่าย ท่าเต่า ท่าจระเข้ ท่าช้าง ท่าม้า ท่าวัว ท่าควาย ท่ากวาง ท่าเสือ ท่าชะนี และท่าลิง เป็นต้น

 

 

วิธีเรียนนาฏศิลป์ไทย (รำไทย)

 

·     เริ่มจากง่ายไปยาก


              - การฝึกอวัยวะทุกส่วนให้ครบกระบวนการลีลาท่ารำทีละอย่าง เช่น ใช้มือจีบ  ตั้งวง ทรงตัว กดไหล่ ยกเท้า ก้าวเท้า ให้ถูกสัดส่วนซึ่งเป็นลีลาเบื้องต้น
              - เลือกเรียนท่ารำง่ายๆ เสียก่อน เช่น       รำสีนวล    รำวง      แม่บท ฯลฯ
 ดูความสามารถของตนเอง
              - ตามวัย
              - ตามความสามารถของสมอง

·       สับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงท่าที่ยากให้ง่าย (พยายามรักษาแบบเดิมไว้)

·        ต้องดูท่าทางอย่างละเอียด และถือหลักทีละน้อยให้แม่นยำแล้วจึงต่อท่า

·       หัดร้องเพลงประกอบท่ารำด้วย เพื่อปลูกฝังนิสัยการร้องเพลง เพื่อประโยชน์ในการ
 ฝึกซ้อมด้วยตนเอง 

·        เปรียบเทียบท่ารำที่คล้ายคลึงกัน หรือตรงข้ามกัน เพื่อไม่ให้จำสับสน เช่น ม้วนมือ   คลายมือ         สลัดมือ ฯลฯ

·       ควรแยกรำทีละอย่าง เช่น หัดมือได้แล้วจึงทำเท้า แล้วค่อยทำพร้อมกัน

 


                                                                                ข้อระวังในการรำ
        ท่ารำที่มักปฏิบัติสับสนกัน เช่น ม้วนจีบ คลายจีบ ผู้รำแรกๆ มักปล่อยจีบเอาเฉยๆ ไม่ม้วนจีบลง
        จีบไม่ถูกลักษณะ เช่น จีบขยุ้ม ไม่กรีดนิ้ว นิ้วชี้งอ นิ้วชี้ไม่ติดกับนิ้วใหญ่ จีบแล้วไม่หักข้อเข้าหาลำแขน
        วงบัวบาน หงายไม่เต็มที่ วิธีแก้คือ ให้หงายฝ่ามือแบนๆ
        เรื่องตั้งวง
                                     ปล่อยวงพุ่งมาข้างหน้า
                                     แขนเหยียดตึง
                                     ยกศอกมากเกินไปจนวงคว่ำ
                                     ไม่งอนิ้วหัวแม่มือเข้าฝ่ามือ
                                     ไม่รวมนิ้วชี้ทั้งสี่ให้ติดกัน
                                     เวลาลดวงลงข้างล่างหนีบรักแร้มาก
                                    วงที่หงายข้างสะโพกตะแคงฝ่ามือ ไม่หงายให้สุดข้อมือ

        ยกเท้าไม่ชิดหัวแม่เท้า และพระไม่กันเหลี่ยมออก วิธีแก้เหลี่ยมใช้ศัพท์ หันน่องออก ก็ได้
        ก้าวเท้าแล้วไม่ลงน้ำหนักเท้าที่ก้าวให้หมด ยังฝืนน้ำหนักอยู่เท้าหลัง
        ส่วนมากก้าวข้างไม่เป็น มักปนกับการก้าวหน้า
        ก้าวเท้าแล้วไม่บานปลายเท้าออก
        ประเท้าไม่ระวังปักส้น กลายเป็นกระทืบเท้า
        เอียงแต่ศีรษะไม่เอียงไหล่
        ผู้รำหอบไหล่
        การทรงตัว
                                   ปล่อยพุงแอ่น
                                   งอพุงจนหลังโกง
                                   โน้มตัวไปข้างหน้ามากไป
        การกระทุ้งเท้าหรือวางเท้าข้างหลัง ไม่วางด้วยจมูกเท้า มักใช้ปลายนิ้วหัวแม่เท้า

 

 

 

จีบ คือการใช้มือทำท่าโดยใช้นิ้วหัวแม่มือ มาจรดกับข้อสุดท้ายของปลายนิ้วชี้ ส่วนอีกสามนิ้วที่เหลือ คลี่กรีดนิ้วออกไปให้ตึงคล้ายพัดที่คลี่ออก เวลาจีบทุกครั้งต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนเสมอ

 จีบคว่ำมือ
คว่ำมือลง  ให้ปลายนิ้วชี้ตกลงล่าง

จีบหงายมือ
หงายฝ่ามือขึ้น  ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้า
งบน

จีบหน้า
มือจีบหงาย  ให้ลำแขนส่วนล่างหงายขึ้นหันเข้าหาลำตัว

จีบหลัง
       ส่งแขนไปข้างหลัง  ลักษณะจีบนี้เรียกว่าจีบหงายหรือจีบคว่ำก็ไม่ถนัดนัก  เพราะปลายนิ้วที่จีบมิได้ตรงกับท้องแขน  เนื่องจากแขนบิดเป็นเกลียวไปข้างหลัง  การหักข้อมือก็หักข้อมือเข้าหาลำแขนเพื่อตั้งจีบขึ้นทำให้ปลายจีบปัดไปตรงกับส่วนหลังของแขน

วงกลาง
คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่อยู่ระหว่างวงบนบนกับวงล่าง ปลายนิ้วสูงเพียงระดับไ
หล่

วงบนนาง
       เป็นวงสูงกว่าวงอื่นๆ อาการยกลำแขนให้สูงทอดลำแขนโค้งให้ได้รูปจากระดับไหล่ไปข้างๆ ให้แขนส่วนบนลาดจากไหล่ลงเล็กน้อย  ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้น

 วงบนพระ
วงบนพระยกระดับปลายนิ้วให้ตรงกับแง่ศีรษะ  ส่วนวงบนของนางต่ำกว่าของพระคือปลายนิ้วตรงกับหางคิ้ว  
         นอกจากนี้ส่วนของลำแขนก็ต่างกันด้วย วงของพระลำแขนออกไปข้างๆ มากกว่าวงของนาง เพื่อให้แลดูผึ่งผาย  ส่วนวงนางนั้นแคบค่อนมาข้างหน้าเล็กน้อย

 ยกข้าง
พระยกหน้าแต่กันเข่าไปข้างๆ มากๆ ให้ปลายเท้าอยู่ข้างๆ จริงๆ ระดับส้นเท้าที่ยกอยู่ในระดับที่ยืนห่างประมาณหนึ่งคืบ หันปลายนิ้วเท้าที่ยกไปข้างๆ สำหรับนางยกข้างอย่างพระไม่มี แต่มีเดี่ยวแทน

ยกหน้า
สำหรับพระกันเข่าออกไปข้างๆ   คือ ถ้ายกเท้าก็กันเข่าที่ไปทางขวา ส่วนระดับต่ำนั้นให้กะระดับฝ่าเท้าอยู่ตรงกับเข่าที่ยืนจะต่ำกว่ากันเพียงเล็กน้อย  เท้าที่ยืนนั้นจะต้องย่อเข่าเสมอ และต้องเชิดปลายเท้าขึ้นทั้งพระและนาง

 กระดกเลี้ยว
         ลักษณะคล้ายกระดกหลัง แต่ย้ายที่กระดกมาไว้ข้างๆ ระดับไหล่จริงๆ กระดกเลี้ยวนี้ให้ฝ่าเท้าหงายอยู่ข้างๆ ลำตัว ถีบเข่าให้ห่างออกจากเข่าที่ยืน และย่อเข่าที่ยืนเสมอ ที่เรียกว่ากระดกเลี้ยวก็เพราะอาการกระดกเหมือนแต่มิได้อยู่ข้างหลัง แต่เอาเท้าที่กระดกมาไว้ข้างๆ จึงเรียกว่า กระดกเลี้ยว

  ก้าวหน้า
      
คือ การวางฝ่าเท้าลงบนพื้นด้านหน้ากะให้ส้นเท้าที่วางลงนั้นอยู่ตรงกับหัวแม่เท้าของเท้าหลัง ระยะก้าวเท้ากะประมาณจากหัวแม่เท้าของเท้าหลังถึงส้นเท้าของเท้าที่ก้าวแระมาณคืบกว่าๆ วิธีวางเท้าต้องหันส่วนข้างของเท้าด้านใน คือด้านหัวแม่เท้าเฉียงไปข้างหน้าแต่ไม่ถึงกับเป็นเส้นตั้งฉาก ส่วนเท้าหลังอาจวางเต็มเท้าอย่างเดียว หรือเปิดส้นหลัง หลักการก้าวเท้า คือ โน้มตัวให้น้ำหนักไปทางเท้าที่ก้าว แต่ต้องย่อเข่าให้ดูพองามทุกครั้ง

 

ก้าวข้าง
        คือ การวางเท้าลงบนพื้น เช่น ก้าวเท้าขวาก็ก้าวไปทางขวา กะส้นเท้าที่ก้าวให้เหลื่อมจากหัวแม่เท้าของเท้าที่วางรับน้ำหนักเหนือจากกันเพียงเล็กน้อย สำหรับพระต้องกันเข่าให้เป็นเหลี่ยมเสมอ ส่วนนางนั้นต้องหลบเข่า

ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/webelearning/dance/standard.html

Comment

Comment:

Tweet

งง ไม่ตรงกับที่เราหาเบย

#1 By อิ_อิ (103.7.57.18|101.109.128.174) on 2013-07-10 18:32